ก่อนจะมี Inferno
เมื่อสิบกว่าปีก่อน นิยายสืบสวนระทึกขวัญของ Dan Brown เรื่อง Angels & Demons (2000) และ The Da Vinci Code (2003) ขึ้นแท่นเป็นนิยาย Best Sellers และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน The Da Vinci Code (2006) และ Angels and Demons (2009) โดยภาพยนตร์ทั้งสองภาคกำกับโดย Ron Howard (ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind)
หนังแฟรนไชส์ทั้งสอง The Da Vinci Code และ Angels and Demons ได้รับกระแสตอบรับและรายได้อย่างดีเยี่ยม ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ Dan Brown เขียนภาคต่อภายใต้ชื่อว่า Inferno (2013) ซึ่งล่าสุด Sony Pictures ก็ได้หยิบนิยายภาคล่าสุดนี้มาทำเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง กำกับโดย Ron Howard คนเดิม และได้ Tom Hanks มารับบทศาสตราจารย์ Robert Langdon อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า The Da Vinci Code และ Angels and Demons จะเป็นบทนำ (prequels) ที่ยอดเยี่ยมสำหรับแฟรนไชส์ระดับโลกเรื่องนี้ แต่ทุกคนก็สามารถดู Inferno ได้รู้เรื่องถึงแม้จะไม่เคยดูภาคก่อน ๆ มาก่อนเลย เพราะเนื้อหาแต่ละภาคมันอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ละภาคก็เป็นการผจญภัยครั้งใหม่ สืบสาวเรื่องใหม่ และภารกิจใหม่ ไม่ได้ต่อเนื่องกันซะทีเดียว
เรื่องย่อ Inferno
ศจ. Robert Langdon (Tom Hanks) ศาสตราจารย์ด้านสัญลักษณ์วิทยา (Symbology) แห่ง Harvard University ตื่นขึ้นมากลางโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของอิตาลี พบว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บและสูญเสียความจำบางส่วน
ดร. Sienna Brooks (Felicity Jones) มีหน้าที่ช่วยศจ. Langdon รื้อฟื้นความทรงจำ และร่วมเดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ Bertrand Zobrist นักชีววิศวกรสติเฟื่อง (Ben Foster) ปลดปล่อยไวรัสร้ายที่จะคร่าชีวิตประชากรครึ่งโลกได้สำเร็จ

Inferno คืออะไร แปลว่าอะไร
ชื่อเรื่อง Inferno เป็นภาษาละตินแปลว่า “นรก” โดยได้อิทธิพลมาจากกวี Divine Comedy ผลงานชิ้นเอกของ Dante Alighieri นักกวีนิพนธ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอิตาเลียนแห่งศตวรรษที่ 13-14
ในหนังสือของ Dante บรรยายถึงการเดินทางไปสู่พระผู้เป็นเจ้า โดยก้าวแรกคือการปฏิเสธบาป ในบทกวีนี้ ตัวผู้เขียนถูกนำตัวผ่านนรกทั้งเก้าขุม ที่ซึ่งเขาได้เห็นคนบาป เช่น นักการเมืองคดโกง กำลังถูกลงโทษด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างสาสม (อารมณ์เหมือน ไตรภูมิพระร่วง)
Dan Brown หาองค์ประกอบที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ของ Robert Langdon ผ่านงานเขียนชิ้นนี้ของ Dante แล้วตีความนรกสมัยใหม่ออกมาเป็นสองคอนเซ็ปต์ ได้แก่ คอนเซ็ปต์ของโลกที่มีประชากรล้นหลามเกินทรัพยากร (อย่างที่เรารู้กันว่า 80 ปีให้หลังมานี้ ประชากรโลกเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าอย่างรวดเร็ว) และอีกคอนเซ็ปต์คือ โรคร้ายคร่าชีวิตประชากรโลกไปกว่าครึ่ง
แฟรนไชส์เรื่องนี้เหมาะกับใคร
แน่นอนว่าซีรีส์ของ Robert Langdon ทุกภาค เหมาะกับคอนิยายหรือคอหนังสืบสวน ตื่นเต้นระทึกขวัญ และทริลเลอร์จิตวิทยา รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ชอบเล่นเกมไขปริศนาลายแทง ที่เราจะสามารถคลี่คลายเงื่อนงำหรือเจอ clue ของปริศนานั้นได้ทีละเปลาะ ๆ
โดยเฉพาะใครที่ชื่นชอบความอัจฉริยะของพระเอกในการวิเคราะห์ตีความสัญลักษณ์ลึกลับ เนื้อหาที่ชวนค้นหาติดตาม ฉากแอ็คชั่นไล่ล่าสุดมันระทึกกลางเมืองเก่าเมืองแก่ที่อุดมด้วยความงดงามทางศิลปะและวิทยาการใน The Da Vinci Code กับ Angels and Demons แล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาด Inferno ด้วยประการทั้งปวง เพราะการดู Inferno เหมือนการกลับไปพบเพื่อนเก่าเพื่อนแก่อย่าง ศจ. Robert Langdon อีกครั้ง แถมในภาคนี้ งาน Visual Effect ก็สวยโดดเด่นมากยิ่งขึ้นกว่าภาคก่อน ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นนั่นเอง
นอกจากนี้ เราเชื่อว่าคนที่หลงใหลศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ยุโรปตะวันตก เช่น อิตาลี จะต้องรู้สึกเต็มอิ่มอย่างยิ่ง ณ ขณะดู Inferno เช่นเดียวกับตอนดู The Da Vinci Code กับ Angels and Demons เพราะใน Inferno นี้ เขาจะพาเราไปทัวร์สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญ ๆ แทบทั่วยุโรปเลย

ทีมงานคุณภาพและนักแสดงชั้นนำหลากสัญชาติใน Inferno
- Ron Howard เคยได้รับรางวัลออสการ์สาขากำกับยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง A Beautiful Mind มาแล้ว ตอนที่เขากำกับ The Da Vinci Code และ Angels and Demons เขาก็พิสูจน์แล้วว่า ฝีมือการกำกับของเขาไม่ธรรมดา เราจึงไว้ใจได้เปราะหนึ่งเลยว่าเขาต้องทำแฟรนไชส์ชุดนี้ต่อได้ดีไม่น้อยหน้าสองภาคก่อนหน้า นอกจากนี้ เขายังเคยฝากผลงาน Apollo 13 ที่ขึ้นชื่อไว้อีกเรื่องหนึ่ง และล่าสุดไม่นานมานี้ ยังกำกับหนังที่เราชื่นชอบอีกสองเรื่อง ได้แก่ Rush และ In the Heart of the Sea
- การกลับมารับบท ศจ. Robert Langdon อีกครั้งของ Tom Hanks เป็นหนึ่งในเหตุผลต้น ๆ ที่เราไม่ควรพลาด Inferno เพราะอย่างที่รู้กันว่า Tom Hanks เป็นนักแสดงฝีมืออันดับต้น ๆ ของวงการในยุคนี้ ได้รับรางวัลและเข้าชิงออสการ์มามากมายจาก Forrest Gump, Cast Away, Saving Private Ryan และเร็ว ๆ มานี้ เขาก็เพิ่งสร้างปาฏิหาริย์จากการสวมบทบาทเป็นกัปตัน Sully ในหนังของผู้กำกับชื่อดัง Clint Eastwood
- นอกจากเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง Ron Howard กับ Tom Hanks แล้ว Inferno ยังประกอบไปด้วยทีมนักแสดงคุณภาพจากทั่วโลก ตั้งแต่อังกฤษ (Felicity Jones จาก The Theory of Everything), ฝรั่งเศส (Omar Sy จาก X-Men: Days of Future Past), อินเดีย (Irrfan Khan จาก Life of Pi) เดนิช (Sidse Babett Knudsen จาก Borgen) และอเมริกัน (Ben Foster จาก Warcraft)
- นางเอกดาวรุ่งพุ่งแรงที่มาประกบเป็นคู่หูของ Tom Hanks ในภาคนี้ น่าสนใจมาก เธอคือ Felicity Jones ผู้เข้าชิงออสการ์จากบท Jane Hawking ใน The Theory of Everything คู่กับพระเอกออสการ์ Eddie Redmayne และเร็ว ๆ นี้ เราจะได้เห็นเธอกับบทบาทตัวเอกใน Star Wars: Rogue One
ความน่าสนใจและความพิเศษของ Inferno
- Inferno เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับตัวละคร ศจ. Robert Langdon กล่าวคือ ปกติศาสตราจารย์คนนี้เป็นคนฉลาดเฉลียว ช่างคิดวิเคราะห์ ทรงความรู้ มีความรอบรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมเป็นอย่างดี แต่ในภาคนี้ การไขปริศนาอาจยุ่งยากขึ้นมาอีกระดับ เพราะศาสตราจารย์แกความจำเสื่อม ดังนั้น ปริศนาของเรื่องนี้จึงเริ่มต้นทันทีตั้งแต่ต้นเรื่องว่า เขาความจำเสื่อมได้อย่างไร ที่นี่ที่ไหน ทำไมเขามาอยู่ที่นี่
- ประเด็นในภาคนี้แกรนด์มากขึ้นและเกี่ยวข้องกับทุกคนบนโลกมากขึ้น นั่นคือประเด็น Overpopulation หรือประชากรล้นโลก ซึ่งตัวร้ายจะมาใช้ไวรัสในการควบคุมจำนวนประชากรให้ระบบนิเวศมีความสมดุลอยู่รอด อีกทั้งยังตั้งคำถามเชิงปรัชญากับคนดูเกี่ยวกับตัวตนของมนุษย์เราบนโลกใบนี้ด้วย น่าสนใจอย่างยิ่ง
- 70% ของหนังเรื่องนี้ถ่ายทำ ณ โลเคชั่นที่งดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งในเมืองเวนิซ ฟลอเรนซ์ บูดาเปสต์ และอิสตันบูล เช่น
- จัตุรัสเซนต์มาร์ค หรือ เปียซซา ซาน มาร์โก หรือห้องวาดภาพแห่งยุโรป
- พระราชวังดอดจ์ ที่ประทับของดยุคแห่งเวนิซ
- พระราชวังพิตติ พระราชวังของแกรนด์ดยุคโคสิโมที่หนึ่งแห่งตระกูลเมดิซี
- สวนโบโบลิ หนึ่งในตัวอย่างของสวนรูปแบบอิตาลี ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของอุทยานพระราชวังในยุโรปมากมาย
- สะพานเวคคิโอ สะพานเก่าแห่งเดียวในฟลอเรนซ์ที่รอดจากเปลวเพลิงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
- ห้องโถงแห่งห้าร้อยในพระราชวังเวคคิโอ หรือศาลาว่าการเมืองฟลอเรนซ์
- พิพิธภัณฑ์ศิลปะอุฟฟิซี
- หอทำพิธีศีลจุ่มแห่งเซนต์จอห์น อาคารที่เก่าแก่ที่สุดในฟลอเรนซ์
- พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในบูดาเปสต์
- ชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์คิสเซลลิ
- ถนนด้านข้างโรงโอเปราแห่งชาติฮังการี
- พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฮังการี หรือแม็กยาร์ เนมเซติ มิวเซียม
- ฮาเกีย โซเฟีย อาคารแห่งเดียวในโลกที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาสามศาสนา
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับหนัง Inferno
• ไวรัสร้าย Inferno ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ส่วนผสมดังนี้ น้ำ 40% น้ำมันพืช 30% และซอสมะเขือเทศ 30%
• Ron Howard ได้ขอความช่วยเหลือจากนักปรัชญาและนักอนาคต Jason Silva เพื่อสร้างวิดีโอ YouTube ที่สั่นคลอนจิตใจ ที่ Bertrand Zobrist (Ben Foster) สร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนแนวคิดของเขาที่ว่า ปัญหาประชากรล้นโลกจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ
• แผนกอุปกรณ์ประกอบฉากได้สร้างหน้ากากแห่งความตายของ Dante Alighieri ขึ้นมาทั้งหมด 15 อันสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันจะพร้อมใช้งานเสมอ
• ระหว่างการถ่ายทำในฟลอเรนซ์ ทีมงานได้บริจาคเงินให้กับพระราชวังเวคคิโอเพื่อใช้ในการบูรณะสถานที่ซึ่งเป็นที่เก็บหน้ากากแห่งความตายของ Dante Alighieri
• Dario Nardella นายกเทศมนตรีเมืองฟลอเรนซ์ ได้รับบทคนเดินไปเดินมา หรือเป็นแบ็คกราวน์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ในฐานะ “เจ้าหน้าที่”
• พระเอกนางเอกแต่งกายด้วยเสื้อผ้าและรองเท้าของแบรนด์ระดับโลก Salvatore Ferragamo
• ระหว่างอยู่ในฟลอเรนซ์ Ron Howard ได้รับมอบกุญแจเมืองจากนายกเทศมนตรีเมือง ในสมัยโบราณเป็นธรรมเนียมที่เมืองในยุโรปจะถูกล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองและจะมีการมอบกุญแจเมืองให้กับแขกบ้านแขกเมืองเพื่อแสดงถึงความไว้ใจและความกรุณา ธรรมเนียมการมอบกุญแจเมืองในปัจจุบันมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันในเรื่องของความรู้สึกไม่ใช่ประโยชน์ใช้สอย
• สำหรับฉากที่โดรนไล่ล่าพระนางในสวนโบโบลิ ทีมกล้องต้องใช้โดรนสองตัว โดยตัวหนึ่งติดตามนักแสดงและอีกตัวหนึ่งใช้ถ่ายทำแอ็กชัน
• Ana Ularu ไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนที่จะได้รับบท Vayentha … ตอนนี้ เธอติดใจการขี่มอเตอร์ไซค์แล้วและตั้งตารอที่จะได้ใบขับขี่ของตัวเอง!
• สำหรับการถ่ายทำภาพหลอนนรกของ Langdon แผนกสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ได้ซื้อเลือดปลอมที่ทำจากน้ำตาล 9,000 ลิตร
ตัวอย่าง teaser ภาพยนตร์ Inferno
มาร่วมกันคลี่คลายปริศนาครั้งใหม่ของ ศจ. Robert Langdon (Tom Hanks) เพื่อหยุดยั้งไวรัสร้ายที่มุ่งหมายจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษยชาติใน Inferno: โลกันตรก พร้อมกัน วันที่ 10 พ.ย. 2559 นี้เป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์เท่านั้นนะคะ
47 comments