นี่คือประสบการณ์ร่วมในโรงหนังที่ดีที่สุดในรอบสองปี
สองปีมานี้ โควิดกับสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มต่าง ๆ อาจทำให้ความสำคัญของโรงหนังด้อยลงไปบ้าง ถึงแม้ช่วงที่ผ่านมา จะมีหนังบล็อกบัสเตอร์เข้ามาช่วยกู้ชีพบ้างประปราย รวมถึง Dune ที่เป็นบทพิสูจน์ว่า หนังบางเรื่องเขาสร้างมาให้เสพในโรงโดยเฉพาะ แต่เราคิดว่า Spider-Man: No Way Home คือเรื่องแรกในรอบสองปีที่ทำให้มั่นใจจริง ๆ ว่า “โรงหนังจะยังไม่ตาย”
Spider-Man: No Way Home อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ และไม่ได้มี cinematic ที่ยอดเยี่ยมอย่าง Dune แต่เป็นหนังที่มอบ “ประสบการณ์ร่วม” แก่คนดูที่หาดูได้ยากยิ่งในโรงภาพยนตร์ บรรยากาศในโรงหนังแฮปปี้มาก คนดูต่างปรบมือและกรี๊ดพร้อมกันหลายฉากโดยมิได้นัดหมาย นี่คือหนังที่สนอง need ของแฟน ๆ สไปดี้อย่างเต็มอิ่ม และเอาใจคอหนังฮีโร่มาร์เวลที่สุดในรอบ 20 ปี

“With great power comes great responsibility”
นี่คือเรื่องย่อ Spider-Man: No Way Home
Spider-Man: No Way Home เล่าเรื่องต่อจาก Spider-Man: Far From Home โดยทันที นั่นก็คือฉากที่นักข่าวชื่อดัง J. Jonah Jameson (J.K. Simmons จาก Whiplash) ประกาศออกสื่อว่า Peter Parker (Tom Holland จาก Captain America: Civil War) คือ Spider-Man และเป็นฆาตกรฆ่า Mysterio (Jake Gyllenhaal จาก Nightcrawler)
เฟคนิวส์นั้นทำให้ชีวิตไฮสคูลปีสุดท้ายของ Peter, Ned เพื่อนรัก (Jacob Batalon), และ MJ แฟนสาว Peter (Zendaya จาก Dune) ต้องพังไม่เป็นท่า รวมถึงแผนในการเข้า MIT มหาวิทยาลัยในฝัน แน่นแนว่า Aunt May (Marisa Tomei จาก The Wrestler) และ Happy (Jon Favreau จาก Iron Man) ก็โดนหางเลขไปด้วยเช่นกัน
Peter ไปหา Dr Stange (Benedict Cumberbatch จาก Doctor Strange) เพื่อขอร้องให้เขาช่วยย้อนเวลา หรือช่วยร่ายคาถาทำให้ทุกคนบนโลกลืมว่าเขาคือ Spider-Man แต่ระหว่างพิธี ดันเกิดข้อผิดพลาดขึ้น แทนที่จะทำให้คนลืม กลับกลายเป็นการเปิดมัลติยูนิเวิร์ส อัญเชิญให้คนที่เกี่ยวข้องกับ Peter Parker ในฐานะ Spider-Man จากจักรวาลอื่นมาโผล่จักรวาลนี้แทน
เช่น Dr. Otto Octavius (Alfred Molina จาก Spider-Man 2) กับ Green Goblin (Willem Dafoe จาก Spider-Man) ซึ่งเป็นตัวร้ายจาก Spider-Man จักรวาล Tobey Maguire และ Electro (Jamie Foxx จาก The Amazing Spider-Man 2) ซึ่งเป็นตัวร้ายจากจักรวาล Andrew Garfield

“The problem is you trying to live two different lives. The longer you do it, the more dangerous it becomes!”
นี่คือหนังสำหรับทุกคนที่เคยสูญเสีย ผิดหวัง หรือผิดพลาด
ถึงแม้ว่า การเคยดูสไปดี้ทุกภาคจากทุกยูนิเวิร์สมาก่อน จะทำให้ดูภาคนี้ได้ฟินและปริ่มกว่ามาก แต่จริง ๆ แล้ว Spider-Man: No Way Home ก็เป็นหนังสำหรับทุกคนอยู่วันยังค่ำ
นี่คือหนังสำหรับทุกคนที่เคยสูญเสีย ผิดหวัง หรือเคยทำผิดพลาด ที่จะสอนเราว่า อย่าจมอยู่กับอดีต อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว (เช่นเดียวกับที่ Peter Parker ไปพยายามขอให้หมอแปลกช่วย) โดยเฉพาะ สำหรับคนที่มักหลงลืมว่า โอกาสที่สองไม่ได้ทำได้แค่ในอดีตเท่านั้น หากแต่ยังทำวันนี้หรือวันหน้าก็ได้เช่นกัน
Spider-Man: No Way Home ยังเป็นหนังสำหรับตัวนักแสดง ทีมงาน และโปรดิวเซอร์เองด้วย เพราะนี่เปรียบเสมือน “โอกาสที่สอง” ของพวกเขา เช่น Jamie Foxx กับ Andrew Garfield ซึ่งถูกความห่วยของตัวหนัง The Amazing Spider-Man 2 “แกงหม้อใหญ่” ทั้งที่ทั้งสองเป็นนักแสดงที่โคตรคุณภาพ และมอบมิติให้กับหนังซูเปอร์ฮีโร่ได้อย่างอะเมซิ่ง
คนที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นวายร้ายทั้งหลายก็จะได้รับโอกาสที่สองหรือทางเลือกที่จะเลิกเป็นวายร้ายได้ โดยเราจะได้เห็นความตั้งใจที่จริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ ของ Marvel จากเรื่องนี้ และผลงานเฟสหลังหลายเรื่อง ที่จะเดินหน้า “เบลนด์เส้นกั้น” ระหว่าง “ฮีโร่” กับ “ตัวร้าย”, “คนดี” กับ “คนเลว” ฯลฯ ซึ่งเป็นหนึ่งก้าวสำคัญของหนังซูเปอร์ฮีโร่
:no_upscale()/cdn.vox-cdn.com/uploads/chorus_asset/file/23086539/MK2_5149.jpg?w=1160&ssl=1)
“You’re struggling to have everything you want while the world tries to make you choose.”
นี่คือหนัง coming-of-age ที่ happy ที่สุดในพหุจักรวาล
ส่วน Peter Parker เวอร์ชั่น Tom Holland ตั้งแต่ Homecoming จนถึง Far From Home เราจะเห็นได้ชัดว่า ถึงแม้จะกอบกู้โลกมาหลายต่อหลายครั้ง เขาก็ยังมีความเด็กสูงมาก แต่เขาก็ได้เรียนรู้และมีพัฒนาการขึ้นมาเรื่อย ๆ ในแต่ละภาค จนกระทั่งใน No Way Home เขาก็ยังมีความเป็นเด็ก แก้ไขปัญหาแบบเด็ก ๆ และสร้างข้อผิดพลาดอยู่ เฉกเช่นมนุษย์ปุถุชนทุกคน แต่สิ่งสำคัญที่สุดของคนทำผิดคือ เขารับผิดชอบ แก้ไข เรียนรู้ และสุดท้ายก็เติบโต
เราหวังว่า แฟน ๆ Peter Parker ไม่ว่าจากเวอร์ชั่นไหน นัมเบอร์ไหน หรือจักรวาลไหน จะได้เติบโตมาอย่างดีและก้าวไปข้างหน้าได้อย่าง Peter Parker คนนั้น และหวังว่าทุกคนจะเสียน้ำตากับซีนอารมณ์ หัวเราะให้กับซีนโบ๊ะบ๊ะของคัวละคร และใจฟูกับหลาย ๆ ซีนสำคัญใน Spider-Man: No Way Home รวมถึงมีคริสต์มาสที่แฮปปี้จากหนังเรื่องนี้กันเช่นกันนะคะ
2 comments
Comments are closed.